อย่ารอจนธุรกิจไม่มีเงินเหลือ เพราะวันที่ขาดสภาพคล่อง ทางเลือกจะเหลือน้อยกว่าที่คิด

Last updated: 14 ก.ย. 2569  |  22 จำนวนผู้เข้าชม  | 

การฟื้นฟูกิจการ

เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะขายสินค้าไม่ได้ ไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่มีลูกค้า และไม่ได้ล้มเหลวเพราะธุรกิจไม่มีอนาคต แต่ต้องสูญเสียกิจการไปเพราะ “รอแก้ปัญหาช้าเกินไป”

ในช่วงแรก ปัญหาสภาพคล่องอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก ลูกค้าชำระเงินช้ากว่ากำหนด ยอดขายลดลงเพียงไม่กี่เดือน ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือธนาคารลดวงเงินหมุนเวียน ผู้ประกอบการจึงพยายามประคองสถานการณ์ด้วยวิธีที่คิดว่าง่ายและเร็วที่สุด นั่นคือการกู้เงินใหม่มาชำระหนี้เก่า

เดือนแรกอาจผ่านไปได้ เจ้าหนี้หยุดทวง พนักงานยังได้รับเงินเดือน และธุรกิจยังเปิดดำเนินการตามปกติ เจ้าของจึงรู้สึกว่าปัญหาได้รับการแก้ไขแล้ว

แต่ความจริงคือ หนี้เดิมไม่ได้หายไป เพียงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นหนี้ก้อนใหม่ และมักมีดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือเงื่อนไขที่หนักกว่าเดิม

หากยังทำเช่นนี้ต่อไป ธุรกิจจะไม่ได้กำลังแก้ปัญหาหนี้ แต่กำลังเดินเข้าสู่วงจรที่หนี้เติบโตเร็วกว่าความสามารถในการหารายได้

การกู้ใหม่ใช้หนี้เก่าไม่ได้เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจ
การกู้เงินไม่ใช่สิ่งผิด หากเงินกู้นั้นถูกนำไปลงทุนในสิ่งที่สามารถสร้างรายได้มากกว่าต้นทุนทางการเงิน เช่น เพิ่มกำลังการผลิต รับคำสั่งซื้อที่มีอยู่จริง หรือซื้อทรัพย์สินที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาว

แต่การกู้เงินใหม่เพื่อนำไปชำระเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้เก่า โดยที่กิจการยังไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเดือนนี้บริษัทขาดเงิน 500,000 บาท และแก้ปัญหาด้วยการกู้เงิน 500,000 บาทมาใช้หนี้ เดือนต่อไปบริษัทไม่ได้มีรายรับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่กลับมีเจ้าหนี้เพิ่มอีกหนึ่งราย พร้อมดอกเบี้ยและกำหนดชำระก้อนใหม่

เมื่อถึงกำหนด บริษัทอาจต้องกู้อีกครั้งเพื่อชำระทั้งหนี้เดิมและหนี้ใหม่ วงเงินที่ต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ความสามารถในการกู้ลดลง เพราะเจ้าหนี้เริ่มเห็นว่าบริษัทไม่มีเงินเพียงพอจากการดำเนินงาน

สุดท้ายผู้ประกอบการอาจต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ เงินกู้ระยะสั้นที่มีต้นทุนสูง ขายทรัพย์สินต่ำกว่าราคา หรือนำทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพย์สินของครอบครัวมาค้ำประกัน

จากปัญหาของบริษัท จึงค่อย ๆ กลายเป็นปัญหาทั้งชีวิตของเจ้าของกิจการ

หนี้ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการไม่มีเงินสด
บริษัทบางแห่งมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้ แต่ยังต้องหยุดกิจการ เพราะไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือน ซื้อวัตถุดิบ ชำระภาษี หรือรักษาระบบการผลิต

ในทางธุรกิจ “กำไร” กับ “เงินสด” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน บริษัทอาจแสดงผลกำไรในงบการเงิน แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ชำระเงิน สินค้าคงเหลือขายไม่ได้ หรือเงินส่วนใหญ่จมอยู่ในที่ดินและเครื่องจักร บริษัทก็อาจไม่มีเงินสดชำระหนี้ที่ถึงกำหนด

สัญญาณที่อันตรายจึงไม่ใช่เฉพาะวันที่บริษัทขาดทุน แต่คือวันที่เงินสดจากการดำเนินงานเริ่มไม่พอกับภาระที่ต้องจ่าย

หากทุกเดือนเจ้าของต้องเลือกว่า จะจ่ายเงินเดือนหรือจ่ายธนาคาร จะจ่ายค่าสินค้าหรือจ่ายดอกเบี้ย หรือจำเป็นต้องเลื่อนชำระเจ้าหนี้รายหนึ่งเพื่อหาเงินไปจ่ายอีกรายหนึ่ง นั่นไม่ใช่ความผันผวนตามปกติอีกต่อไป แต่เป็นสัญญาณว่าธุรกิจกำลังเข้าสู่ภาวะขาดสภาพคล่อง

วันที่ยอดชำระหนี้มากกว่ารายรับ ต้องหยุดและตรวจสอบทันที
ผู้ประกอบการจำนวนมากพยายามปลอบตัวเองว่า ขอเพียงผ่านเดือนนี้ไปได้ เดือนหน้าสถานการณ์คงดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปัญหากลับหนักขึ้น เพราะรายได้ที่เข้ามาถูกนำไปชำระหนี้เกือบทั้งหมด จนไม่เหลือเงินสำหรับดำเนินธุรกิจ

เมื่อยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนสูงกว่ากระแสเงินสดที่กิจการสร้างได้ ต่อให้ยังไม่ถูกฟ้องหรือยังไม่ผิดนัดทุกบัญชี ก็ควรถือว่าเป็นสัญญาณเตือนระดับรุนแรง

เจ้าของกิจการควรหยุดก่อหนี้โดยไม่มีแผน แล้วรีบตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่า

บริษัทมีเงินสดเพียงพอสำหรับดำเนินงานอีกกี่สัปดาห์ รายได้ส่วนใดสร้างกำไรจริง หนี้ก้อนไหนมีดอกเบี้ยสูง หนี้ก้อนไหนมีหลักประกัน ทรัพย์สินใดจำเป็นต่อการดำเนินกิจการ และหากไม่มีเงินกู้ใหม่ บริษัทจะสามารถชำระค่าใช้จ่ายใดได้บ้าง

คำตอบเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของอยากเห็น แต่ยิ่งเห็นความจริงเร็วเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสรักษาธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น

อย่ารอให้เจ้าหนี้ทุกคนลงมือพร้อมกัน
ในวันที่บริษัทยังชำระหนี้ได้บางส่วน เจ้าหนี้ยังเปิดโอกาสให้เจรจา และทรัพย์สินสำคัญยังไม่ถูกยึด ผู้ประกอบการยังมีทางเลือกหลายทาง เช่น เจรจาขยายเวลาชำระ พักเงินต้น ลดภาระดอกเบี้ย ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หาเงินทุนใหม่ ปรับโครงสร้างธุรกิจ หรือพิจารณากระบวนการฟื้นฟูกิจการ

แต่หากรอจนเจ้าหนี้หลายรายฟ้องพร้อมกัน บัญชีถูกอายัด วงเงินธนาคารถูกยกเลิก คู่ค้าหยุดส่งสินค้า และทรัพย์สินที่ใช้สร้างรายได้กำลังจะถูกบังคับขาย ทางเลือกจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ธุรกิจที่เคยมีลูกค้าและมีโอกาสฟื้นตัว อาจไม่สามารถกลับมาเดินต่อได้ เพราะองค์ประกอบสำคัญถูกดึงออกไปทีละส่วน

พนักงานที่มีความสามารถเริ่มลาออก ลูกค้าเริ่มไม่มั่นใจ คู่ค้าไม่ยอมให้เครดิต และเจ้าหนี้ไม่เชื่อคำขอเลื่อนชำระอีกต่อไป

เมื่อความเชื่อมั่นหายไป การหาเงินทุนก้อนใหม่หรือขอความร่วมมือจากเจ้าหนี้ย่อมยากกว่าตอนที่กิจการยังควบคุมสถานการณ์ได้

การขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าต้องยื่นฟื้นฟูกิจการทันที
เจ้าของกิจการบางคนหลีกเลี่ยงการปรึกษาทนายความหรือที่ปรึกษาทางการเงิน เพราะกลัวว่าจะถูกแนะนำให้ยื่นฟื้นฟูกิจการหรือปิดบริษัททันที

ความจริงแล้ว การขอคำปรึกษาในระยะแรกมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินว่าปัญหาอยู่ในระดับใด และยังมีทางเลือกใดบ้าง

บางกิจการอาจแก้ปัญหาได้ด้วยการเจรจากับเจ้าหนี้นอกศาล บางกิจการต้องขายทรัพย์สินที่ไม่สร้างรายได้ บางกิจการต้องหาเงินทุนเพิ่ม หรือปรับรูปแบบการดำเนินงานอย่างจริงจัง

ส่วนกิจการที่มีหนี้จำนวนมาก ไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด แต่ยังมีรายได้ มีตลาด และมีช่องทางกลับมาดำเนินงานได้ อาจพิจารณากระบวนการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483

การฟื้นฟูกิจการไม่ใช่การทำให้หนี้หายไป แต่เป็นการนำหนี้ทั้งหมดมาจัดระเบียบใหม่ภายใต้แผนเดียว เพื่อให้กิจการมีโอกาสดำเนินงานและชำระหนี้ตามความสามารถที่แท้จริง

ที่ปรึกษาที่ดีต้องช่วยให้เห็นความจริง ไม่ใช่เพียงหาเงินกู้เพิ่ม
เมื่อธุรกิจขาดสภาพคล่อง สิ่งที่เจ้าของต้องการอาจดูเหมือนเป็นเงินก้อนใหม่ แต่สิ่งที่จำเป็นกว่าคือการรู้ว่า เงินก้อนใหม่นั้นจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเพียงช่วยเลื่อนปัญหาออกไป

ที่ปรึกษาควรวิเคราะห์กระแสเงินสด โครงสร้างหนี้ สัญญา หลักประกัน ทรัพย์สิน รายได้ และความสามารถในการฟื้นตัวของกิจการ จากนั้นจึงเปรียบเทียบทางเลือกแต่ละทางอย่างตรงไปตรงมา

หากการกู้เพิ่มยังมีเหตุผล ต้องรู้ว่าจะนำเงินไปใช้อะไรและสร้างรายได้กลับมาเท่าใด หากควรเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ต้องเริ่มเจรจากับใครก่อน และหากจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ต้องเตรียมข้อมูลและแผนอย่างไร

อย่าตัดสินใจเพียงเพราะมีคนเสนอเงินให้กู้ เพราะเงินที่เข้ามาเร็วที่สุด อาจกลายเป็นเงินที่มีราคาแพงที่สุดในชีวิตของธุรกิจ

ยอมรับปัญหาวันนี้ ดีกว่าสูญเสียทางเลือกในวันหน้า
ไม่มีเจ้าของกิจการคนใดอยากยอมรับว่าบริษัทกำลังมีปัญหา แต่การปฏิเสธความจริงไม่ทำให้หนี้ลดลง ดอกเบี้ยยังเดินต่อ กำหนดชำระยังมาถึง และเงินสดยังลดลงทุกวัน

หากเริ่มรู้สึกว่าบริษัทชำระหนี้มากกว่ารายรับ ต้องกู้ใหม่เพื่อใช้หนี้เก่า หรือไม่มีเงินเหลือสำหรับดำเนินธุรกิจ อย่ารอให้ถึงวันที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายกำหนดอนาคตของบริษัทแทนคุณ

การขอคำปรึกษาเร็วไม่ได้แปลว่าคุณยอมแพ้ แต่แปลว่าคุณกำลังปกป้องกิจการก่อนจะสายเกินไป

เพราะธุรกิจที่ยังมีเงินสด ยังมีความเชื่อมั่น และยังมีเวลาวางแผน ย่อมมีโอกาสฟื้นตัวมากกว่าธุรกิจที่รอจนไม่เหลืออะไรให้แก้ไข


หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป การกู้เงิน การปรับโครงสร้างหนี้ หรือการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการควรได้รับการประเมินจากข้อมูลและข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ

..................................................

ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้และการฟื้นฟูกิจการ ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางเบื้องต้นก่อนที่ปัญหาสภาพคล่องจะกลายเป็นวิกฤต

Line OA: @chandislaw

Tel: 0899885186 | 0925681666

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้