ธุรกิจมีหนี้ ไม่ได้แปลว่าต้องล้มละลาย รู้จักการฟื้นฟูกิจการก่อนสายเกินไป

Last updated: 13 ก.ย. 2569  |  4 จำนวนผู้เข้าชม  | 

Thailand Law Firm

เมื่อยอดขายลดลง เงินสดเริ่มติดขัด และเจ้าหนี้ทยอยทวงถาม หลายกิจการรีบสรุปว่าทางเลือกสุดท้ายคงเหลือเพียง “ล้มละลาย” แต่ในทางกฎหมาย ปัญหาหนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจต้องปิดตัวเสมอไป หากกิจการยังมีตลาด มีทรัพย์สิน มีทีมงาน หรือมีแนวโน้มกลับมา สร้างรายได้ การฟื้นฟูกิจการอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยหยุดแรงกดดันจากเจ้าหนี้ เปิดพื้นที่ให้ปรับโครงสร้างหนี้ และรักษามูลค่าของกิจการไว้ได้ ก่อนที่ปัญหาสภาพคล่องจะกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไขยากกว่าเดิม

ล้มละลายกับฟื้นฟูกิจการ ต่างกันที่เป้าหมาย
กฎหมายล้มละลายและกฎหมายฟื้นฟูกิจการอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 เช่นเดียวกัน แต่มีเป้าหมายต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการล้มละลายมุ่งรวบรวมและจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้เพื่อนำมาแบ่งชำระแก่เจ้าหนี้ตามกฎหมาย ส่วนการฟื้นฟูกิจการมุ่งรักษากิจการที่ยังมีศักยภาพ โดยจัดระบบหนี้และการบริหารงานใหม่ให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจและชำระหนี้ตามแผนได้

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “บริษัทมีหนี้เท่าไร” แต่ต้องพิจารณาว่า หากได้รับเวลาและปรับโครงสร้างอย่างเหมาะสม ธุรกิจยังสร้างรายได้เพียงพอหรือไม่ มีสินค้าหรือบริการที่ตลาดต้องการหรือไม่ และเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้จากการฟื้นฟูดีกว่าการปล่อยให้กิจการหยุดดำเนินงานหรือไม่

ใครบ้างที่อาจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
ตามมาตรา 90/3 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 เมื่อผู้ประกอบกิจการที่กฎหมายกำหนดมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด และมีหนี้ต่อเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ไม่ว่าหนี้จะถึงกำหนดแล้วหรือจะถึงกำหนดในอนาคต หากมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ บุคคลผู้มีสิทธิตามกฎหมายอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้

คำว่า “มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ” เป็นหัวใจสำคัญ ศาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวเลขหนี้ แต่พิจารณาความเป็นไปได้จริงด้วย เช่น แหล่งรายได้ แผนลดต้นทุน ความสามารถของผู้บริหาร ทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินงาน โอกาสหาเงินทุนใหม่ และความร่วมมือจากเจ้าหนี้ การยื่นคำร้องจึงควรมีข้อมูลทางการเงินและแผนธุรกิจที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ยื่นเพียงเพื่อถ่วงเวลา

เมื่อศาลรับคำร้อง ธุรกิจอาจได้พื้นที่หายใจจาก Automatic Stay
ประโยชน์ที่ผู้ประกอบการมักให้ความสนใจคือ “สภาวะพักการชำระหนี้” หรือ Automatic Stay ตามมาตรา 90/12 ซึ่งโดยหลักเกิดขึ้นเมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการไว้พิจารณา ผลของกฎหมายช่วยระงับหรือจำกัดการดำเนินการบางอย่างของเจ้าหนี้ต่อทรัพย์สินและกิจการของลูกหนี้ เช่น การฟ้องร้องหรือบังคับคดีบางประเภท การบังคับหลักประกัน หรือการดำเนินการที่อาจกระทบต่อทรัพย์สินจำเป็นในการประกอบกิจการ ทั้งนี้ รายละเอียดและข้อยกเว้นต้องพิจารณาตามลักษณะหนี้และข้อเท็จจริงแต่ละกรณี

Automatic Stay ไม่ได้หมายความว่าหนี้หายไป หรือบริษัทไม่ต้องรับผิดชอบอีกต่อไป แต่เป็นช่วงเวลาที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายหยุดการแย่งชิงทรัพย์สิน แล้วเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนอย่างเป็นระบบ หากใช้ช่วงเวลานี้ได้ดี กิจการอาจรักษาพนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และทรัพย์สินที่สร้างรายได้ไว้ได้

แผนฟื้นฟูกิจการทำอะไรกับหนี้ได้บ้าง
แผนฟื้นฟูกิจการอาจกำหนดวิธีปรับโครงสร้างหนี้ได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสม เช่น ขยายเวลาชำระ ลดอัตราดอกเบี้ย พักชำระเงินต้น แบ่งชำระเป็นงวด ปรับหนี้บางส่วน แปลงหนี้เป็นทุน ขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือหาเงินทุนใหม่เข้ามาเสริมสภาพคล่อง ขณะเดียวกัน แผนที่ดีต้องแตะถึงการปรับปรุงธุรกิจ ไม่ใช่แก้เฉพาะตารางชำระหนี้ เพราะหากรูปแบบการดำเนินงานเดิมยังสร้างผลขาดทุน ปัญหาก็มีโอกาสกลับมาอีก

เจ้าหนี้มีบทบาทผ่านการพิจารณาและลงมติในแผนตามกลุ่มเจ้าหนี้ที่กฎหมายกำหนด และแผนจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของศาล เมื่อศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้ว สิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ เจ้าหนี้ และผู้เกี่ยวข้องย่อมเป็นไปตามแผนและคำสั่งศาล การเตรียมข้อเสนอที่สมเหตุสมผลและอธิบายได้ว่าเจ้าหนี้จะได้รับประโยชน์อย่างไร จึงมีผลต่อความสำเร็จอย่างมาก

สัญญาณที่ไม่ควรรอให้ถึงวันถูกฟ้องล้มละลาย
ผู้บริหารควรเริ่มประเมินทางเลือกทันทีเมื่อกิจการเริ่มหมุนเงินชำระเจ้าหนี้เก่า ต้องผิดนัดชำระหลายราย ถูกยกเลิกวงเงิน ถูกฟ้องหรือถูกบังคับคดี หรือมีทรัพย์สินหลักเสี่ยงถูกยึด การรอจนบัญชีถูกอายัด คู่ค้าหยุดส่งสินค้า และพนักงานสำคัญลาออก อาจทำให้กิจการที่เคยมีศักยภาพเหลือทางเลือกน้อยลง

ก่อนตัดสินใจยื่นคำร้อง ควรรวบรวมงบการเงิน กระแสเงินสด รายละเอียดเจ้าหนี้และหลักประกัน สัญญาสำคัญ คดีความ รายการทรัพย์สิน และประมาณการรายได้ แล้วให้ทีมกฎหมายและการเงินประเมินร่วมกันว่าควรเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล ยื่นฟื้นฟูกิจการ หรือใช้ทางเลือกอื่น การเลือกเครื่องมือให้ตรงกับสถานการณ์สำคัญกว่าการรีบยื่นโดยไม่มีแผนรองรับ

ฟื้นฟูกิจการไม่ใช่ตราบาป แต่เป็นการตัดสินใจทางธุรกิจ
หลายบริษัทล้มลงไม่ใช่เพราะไม่มีลูกค้าหรือไม่มีความสามารถ แต่เพราะตัดสินใจช้าเกินไปเมื่อกระแสเงินสดเริ่มขาดมือ การยอมรับปัญหาและวางแผนอย่างโปร่งใสอาจช่วยรักษามูลค่าที่เหลืออยู่ได้มากกว่าการฝืนชำระหนี้แบบวันต่อวัน การฟื้นฟูกิจการจึงไม่ใช่การหลีกหนีเจ้าหนี้ แต่เป็นการนำลูกหนี้และเจ้าหนี้เข้าสู่กรอบกฎหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่เป็นระบบและตรวจสอบได้

หากธุรกิจยังมีหัวใจที่เต้นอยู่ ยังมีรายได้ มีลูกค้า หรือมีทรัพย์สินที่สามารถสร้างมูลค่า อย่าเพิ่งสรุปว่าล้มละลายคือจุดจบ การประเมินสถานการณ์ตั้งแต่วันนี้อาจทำให้กิจการเปลี่ยนจากผู้รอรับวิกฤต เป็นผู้กำหนดเส้นทางฟื้นตัวของตนเองได้

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป การดำเนินคดีหรือยื่นคำร้องควรพิจารณาข้อเท็จจริงและเอกสารเฉพาะกรณี

.............................................

ปรึกษาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินทางเลือกเบื้องต้นก่อนตัดสินใจดำเนินการทางกฎหมาย
Line OA: @chandislaw   |  Tel: 0899885186 , 0925681666


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้