Last updated: 18 ก.ย. 2569 | 27 จำนวนผู้เข้าชม |
เสียค่าทนายแล้ว แต่ทำไมยื่นฟื้นฟูกิจการไม่ผ่าน? เพราะการฟื้นฟูไม่ใช่แค่การเขียนคำร้องให้เสร็จ
หลายบริษัทตัดสินใจยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการด้วยความหวังว่าจะหยุดปัญหาหนี้ รักษาธุรกิจ และเปิดโอกาสให้บริษัทกลับมายืนได้อีกครั้ง แต่เมื่อถึงวันไต่สวน ศาลกลับไม่อนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการ
คำถามที่ตามมาคือ
“จ้างทนายแล้ว ทำไมยังไม่ผ่าน?”
“บริษัทมีหนี้จริง ขาดสภาพคล่องจริง เหตุใดศาลจึงไม่อนุญาต?”
“คำร้องเขียนไม่ดี หรือปัญหาเกิดจากตรงไหน?”
คำตอบคือ การฟื้นฟูกิจการไม่ใช่เพียงการว่าจ้างทนายให้จัดทำคำร้องและไปศาลในวันไต่สวน เพราะสิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ได้มีแค่ว่าบริษัทกำลังมีหนี้หรือไม่มีเงินจ่ายเจ้าหนี้เท่านั้น แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า ธุรกิจยังมีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นตัวได้จริง
หากเตรียมเพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่ไม่มีการวิเคราะห์ปัญหาทางธุรกิจและการเงินอย่างรอบด้าน โอกาสที่กระบวนการจะไม่เป็นไปตามที่คาดก็ย่อมสูงขึ้น
การฟื้นฟูกิจการไม่ใช่คดีที่เริ่มจากแบบฟอร์มแล้วจบที่คำร้อง
การเขียนคำร้องเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการเท่านั้น
ทนายความทั่วไปที่มีความรู้ด้านกฎหมายอาจสามารถศึกษาหลักเกณฑ์ จัดทำคำร้อง และดำเนินการในศาลได้ แต่การฟื้นฟูกิจการมีรายละเอียดมากกว่าการเรียบเรียงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายลงในเอกสาร
ก่อนยื่นคำร้อง ทีมงานต้องเข้าใจว่า
บริษัทประสบปัญหาจากอะไร
ปัญหาเป็นเพียงการขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือธุรกิจขาดทุนในเชิงโครงสร้าง
บริษัทมีทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระผูกพันอะไรบ้าง
รายได้ในอนาคตมีความเป็นไปได้เพียงใด
ธุรกิจหลักยังดำเนินต่อและสร้างรายได้ได้หรือไม่
เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มมีสถานะและผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร
หากเข้าสู่กระบวนการแล้ว บริษัทจะใช้เงินจากแหล่งใดในการดำเนินธุรกิจ
มีแนวทางใดที่จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างเหมาะสมกว่าการปล่อยให้กิจการล้มลง
หากตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้อย่างชัดเจน การยื่นคำร้องก็อาจกลายเป็นเพียงการนำปัญหาหนี้ไปเล่าให้ศาลฟัง โดยยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าธุรกิจมีแนวทางฟื้นตัวที่น่าเชื่อถือ
มีหนี้มาก ไม่ได้แปลว่าจะได้รับอนุญาตให้ฟื้นฟูกิจการโดยอัตโนมัติ
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ เมื่อบริษัทมีหนี้สินจำนวนมากและไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็ย่อมมีสิทธิเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
ความจริงแล้ว การมีหนี้หรือการขาดสภาพคล่องเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณา ผู้ร้องยังต้องพิสูจน์คุณสมบัติและเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงแสดงให้เห็นว่ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางในการฟื้นฟูกิจการ
ศาลจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะยอดหนี้ แต่ยังพิจารณาข้อเท็จจริง เอกสาร พยาน ความน่าเชื่อถือของแนวทางแก้ปัญหา และข้อคัดค้านของเจ้าหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียด้วย
หากข้อมูลไม่ครบ ตัวเลขไม่สอดคล้องกัน หรือไม่สามารถอธิบายได้ว่าหลังจากได้รับอนุญาตแล้วบริษัทจะเดินหน้าต่ออย่างไร ศาลอาจยังไม่เห็นเหตุผลเพียงพอที่จะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
ความผิดพลาดสำคัญคือจ้างทนายให้ “ยื่นคำร้อง” แต่ไม่มีทีมวางแผนฟื้นฟู
เจ้าของกิจการบางรายเลือกว่าจ้างทนายโดยกำหนดขอบเขตงานเพียงให้จัดทำคำร้องและดำเนินการในวันไต่สวน เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย
เมื่อทนายได้รับมอบหมายเพียงเท่านั้น หน้าที่จึงอาจจำกัดอยู่ที่การนำข้อมูลจากบริษัทมาเรียบเรียงเป็นคำร้อง เตรียมเอกสาร และดำเนินกระบวนพิจารณาในศาล โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์ธุรกิจตั้งแต่ต้น
ปัญหาคือ ข้อมูลที่เจ้าของกิจการเข้าใจอาจยังไม่เพียงพอสำหรับใช้พิสูจน์ในกระบวนการฟื้นฟู เจ้าของกิจการย่อมรู้จักสินค้าหรือบริการของตนเองเป็นอย่างดี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์โครงสร้างหนี้ จัดกลุ่มเจ้าหนี้ จัดทำประมาณการกระแสเงินสด หรือออกแบบแนวทางปรับโครงสร้างกิจการ
หากไม่มีทีมที่มองเห็นทั้งด้านกฎหมาย การเงิน และการดำเนินธุรกิจ คำร้องอาจบอกได้เพียงว่า “บริษัทกำลังมีปัญหา” แต่ยังตอบไม่ได้ว่า “บริษัทจะแก้ปัญหาและกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างไร”
อ่านตำรากฎหมายแล้วเขียนคำร้องเอง อาจประหยัดวันนี้ แต่เสียโอกาสสำคัญของบริษัท
บางรายศึกษากฎหมายด้วยตนเอง จัดทำข้อมูลและร่างคำร้องไว้ก่อน แล้วจ้างทนายให้ตรวจเอกสารหรือไปดำเนินการเฉพาะวันไต่สวน
การศึกษาข้อมูลด้วยตนเองเป็นเรื่องที่ดี แต่การอ่านตำราหรือบทความไม่สามารถทดแทนประสบการณ์ในการทำคดีและวางแผนฟื้นฟูกิจการได้ทั้งหมด
ในวันไต่สวน อาจมีคำถามเกี่ยวกับที่มาของหนี้ กระแสเงินสด สัญญาสำคัญ ความสามารถในการดำเนินกิจการ สาเหตุของการขาดทุน หรือแนวทางที่จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ หากเจ้าของกิจการและทีมกฎหมายไม่ได้เตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกัน คำตอบที่ไม่ชัดเจนอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของคำร้องได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีเจ้าหนี้คัดค้าน ทีมงานต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่าประเด็นคัดค้านคืออะไร มีข้อเท็จจริงหรือเอกสารใดใช้ตอบโต้ และควรอธิบายสถานะของบริษัทต่อศาลอย่างไร
เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะเตรียมได้อย่างสมบูรณ์ในช่วงไม่กี่วันก่อนการไต่สวน
ให้นักบัญชีของบริษัททำตัวเลข ไม่เท่ากับมีที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อการฟื้นฟูกิจการ
นักบัญชีประจำบริษัทย่อมมีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นผู้ดูแลข้อมูลรายรับ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน และงบการเงิน แต่การบันทึกบัญชีหรือจัดทำงบการเงินเป็นคนละหน้าที่กับการวิเคราะห์และวางโครงสร้างเพื่อพลิกฟื้นกิจการ
การฟื้นฟูกิจการต้องมองไปข้างหน้า ไม่ใช่เพียงอธิบายว่าในอดีตบริษัทมีรายรับและรายจ่ายเท่าใด
ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหรือ FA อาจต้องวิเคราะห์ว่า ธุรกิจส่วนใดสร้างรายได้ ธุรกิจส่วนใดเป็นภาระ เงินสดจะเพียงพอสำหรับดำเนินงานได้นานเพียงใด หนี้ประเภทใดควรปรับเงื่อนไข และบริษัทต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนอีกเท่าใดจึงจะกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ยังต้องตั้งสมมติฐานทางการเงินที่สมเหตุสมผล ไม่สูงเกินจริง และสามารถอธิบายที่มาของตัวเลขได้
ดังนั้น การมีงบการเงินครบไม่ได้หมายความว่าบริษัทมีแผนฟื้นฟูที่น่าเชื่อถือแล้ว เพราะงบการเงินแสดงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แต่การฟื้นฟูต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในอนาคตด้วย
การเจรจากับเจ้าหนี้ต้องมีแผน ไม่ใช่ขอให้เจ้าหนี้ช่วยเพราะบริษัทกำลังลำบาก
เจ้าหนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าลูกหนี้กำลังมีปัญหาหรือไม่ แต่ต้องการทราบว่า หากยอมสนับสนุนแนวทางฟื้นฟูแล้ว ตนจะได้รับชำระหนี้อย่างไร เมื่อใด และมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด
การเจรจาจึงไม่ควรเริ่มจากการขอให้เจ้าหนี้ลดหนี้หรือยืดระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีข้อมูลสนับสนุนว่าเหตุใดข้อเสนอจึงมีความเป็นไปได้ และเหตุใดเจ้าหนี้จึงควรเลือกแนวทางนี้
ทีมที่ปรึกษาต้องช่วยเจ้าของกิจการวางกลยุทธ์ เช่น
ควรเริ่มเจรจากับเจ้าหนี้รายใดก่อน
เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มให้ความสำคัญกับเรื่องใด
เงื่อนไขใดที่บริษัทสามารถปฏิบัติได้จริง
ข้อเสนอแบบใดสร้างความเชื่อมั่นได้
จะตอบข้อกังวลหรือข้อคัดค้านของเจ้าหนี้อย่างไร
บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลในระดับใดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
หากเข้าพบเจ้าหนี้โดยไม่มีตัวเลข ไม่มีแผน และไม่มีคำตอบต่อความเสี่ยง เจ้าหนี้ย่อมไม่มั่นใจว่าการสนับสนุนบริษัทจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นจริง
ทีมฟื้นฟูกิจการที่เหมาะสมต้องทำงานร่วมกันทั้งด้านกฎหมายและการเงิน
การฟื้นฟูกิจการที่มีประสิทธิภาพไม่ควรแยกงานกฎหมายออกจากงานการเงินอย่างเด็ดขาด เพราะข้อเสนอทางการเงินทุกข้ออาจมีผลทางกฎหมาย และโครงสร้างทางกฎหมายที่เลือกใช้ก็อาจส่งผลต่อกระแสเงินสดและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ
ทนายความต้องเข้าใจกฎหมาย กระบวนการของศาล สิทธิของลูกหนี้และเจ้าหนี้ ตลอดจนสามารถเตรียมคำร้อง พยานหลักฐาน และรับมือกับข้อคัดค้านได้
ขณะเดียวกัน FA หรือผู้เชี่ยวชาญทางการเงินต้องวิเคราะห์สถานะของกิจการ ประมาณการกระแสเงินสด ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ และวางแนวทางให้ธุรกิจกลับมาสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ส่วนเจ้าของกิจการต้องให้ข้อมูลตามความเป็นจริง พร้อมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนใดช่วยฟื้นธุรกิจได้ หากผู้บริหารยังใช้วิธีการเดิมที่ทำให้บริษัทเดินมาถึงจุดวิกฤต
คำร้องที่ดีต้องมาจากแผนคิดที่ดี ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางกฎหมายที่สวยงาม
ต้องเข้าใจก่อนว่า ในชั้นยื่นคำร้อง ศาลพิจารณาว่ากิจการเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและมีเหตุอันสมควรรวมถึงช่องทางในการฟื้นฟูหรือไม่ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการฉบับเต็มจะเข้าสู่กระบวนการจัดทำและพิจารณาในขั้นตอนต่อมา
อย่างไรก็ตาม หากก่อนยื่นคำร้องบริษัทยังไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนว่าจะฟื้นตัวอย่างไร ก็ยากที่จะนำเสนอข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานให้ศาลเห็นถึงช่องทางในการฟื้นฟูได้อย่างน่าเชื่อถือ
คำร้องที่ดีจึงไม่ได้เริ่มจากการเปิดแบบฟอร์มหรือคัดข้อความจากคำร้องฉบับอื่น แต่เริ่มจากการตรวจสุขภาพของธุรกิจทั้งระบบ เพื่อค้นหาให้พบว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหา และอะไรคือทางออกที่สามารถทำได้จริง
ยื่นไม่ผ่านแล้ว ยังควรทำอย่างไรต่อ?
หากเคยยื่นคำร้องฟื้นฟูกิจการแล้วไม่ผ่าน สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่รีบยื่นใหม่ด้วยข้อมูลชุดเดิม แต่ควรตรวจสอบเหตุผลของคำสั่งศาลและประเมินข้อบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา
ต้องพิจารณาว่าปัญหาเกิดจากคุณสมบัติทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง เอกสาร พยาน ความไม่สอดคล้องของข้อมูล การคัดค้านของเจ้าหนี้ หรือการที่ยังไม่สามารถแสดงช่องทางฟื้นตัวของกิจการได้อย่างเพียงพอ
จากนั้นจึงประเมินทางเลือกตามกฎหมายและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีว่า ยังสามารถแก้ไข เตรียมข้อมูลเพิ่มเติม ใช้สิทธิทางกฎหมาย หรือเปลี่ยนไปใช้แนวทางอื่น เช่น การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้นอกกระบวนการได้หรือไม่
การยื่นไม่ผ่านไม่ได้หมายความว่าธุรกิจไม่มีทางรอดเสมอไป แต่อาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องหยุดใช้วิธีเดิม แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์ปัญหาอย่างจริงจังเสียที
การเลือกทีมฟื้นฟูกิจการ อย่าถามเพียงว่า “ค่าทนายเท่าไร”
ก่อนว่าจ้าง ควรถามให้ชัดเจนว่าขอบเขตงานครอบคลุมเพียงการยื่นคำร้องและการไต่สวน หรือรวมถึงการวิเคราะห์สถานะกิจการ การประสานงานกับ FA การเตรียมข้อมูลทางการเงิน การวางกลยุทธ์เจ้าหนี้ และการเตรียมผู้บริหารสำหรับการให้ถ้อยคำด้วยหรือไม่
ค่าบริการที่ต่ำกว่าอาจไม่ได้หมายถึงความคุ้มค่ากว่า หากขอบเขตงานไม่ครอบคลุมสิ่งที่จำเป็นต่อความสำเร็จของกระบวนการ
เพราะสิ่งที่บริษัทต้องการไม่ใช่เพียง “คนยื่นคำร้อง” แต่คือทีมที่มองเห็นทั้งปัญหา ทางออก และเส้นทางที่จะพาธุรกิจกลับมายืนได้อีกครั้ง
......................
เคยยื่นฟื้นฟูกิจการแล้วไม่ผ่าน อย่าเพิ่งสรุปว่าธุรกิจหมดทางไปต่อ
หากบริษัทของคุณเคยยื่นคำร้องแล้วศาลไม่อนุญาต หรือกำลังเตรียมยื่นคำร้องแต่ยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลและแนวทางฟื้นฟูมีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ ควรให้ทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญทางการเงินร่วมกันตรวจสอบก่อนดำเนินการ
ปรึกษาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการเบื้องต้น ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อประเมินปัญหา ข้อบกพร่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา และแนวทางที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของกิจการ ก่อนเสียโอกาสสำคัญไปกับการยื่นคำร้องที่ยังไม่พร้อม
Line OA: @chandislaw
Tel: 0899885186 | 0925681666
E-Mail: ceo-office@chandislaw.com
....................