6 ความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจที่ทำให้กิจการเข้าใกล้ล้มละลาย

Last updated: 18 ก.ย. 2569  |  50 จำนวนผู้เข้าชม  | 

6 ความผิดพลาดของเจ้าของธุรกิจที่ทำให้กิจการเข้าใกล้ล้มละลาย

ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมาย ดิฉันได้พบเจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยที่ติดต่อเข้ามาเมื่อปัญหาเดินทางมาถึงขั้นรุนแรงแล้ว บางรายถูกเจ้าหนี้ฟ้อง บางรายถูกบังคับคดี ขณะที่บางรายกำลังเผชิญภาวะขาดสภาพคล่องจนไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายพนักงานหรือดำเนินธุรกิจต่อ

สิ่งที่น่าเสียดายคือ หลายกิจการยังมีลูกค้า มีรายได้ มีทรัพย์สิน และมีโอกาสฟื้นตัว แต่กลับต้องเดินเข้าใกล้ภาวะล้มละลาย เพราะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดหรือขอความช่วยเหลือช้าเกินไป

จากประสบการณ์ของดิฉัน ปัญหาส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่สะสมมาจากการตัดสินใจเล็ก ๆ หลายครั้ง ตั้งแต่การทำสัญญาที่ไม่รัดกุม การกู้เงินก้อนใหม่มาใช้หนี้เก่า ไปจนถึงการมองว่าการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญเป็นค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็น

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อบอกว่าเจ้าของธุรกิจตัดสินใจผิด แต่ต้องการถ่ายทอดสิ่งที่ดิฉันพบเห็น เพื่อให้ผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญปัญหาได้หยุดทบทวน ก่อนที่กิจการจะเดินไปถึงจุดที่แก้ไขได้ยากกว่าเดิม

ที่ปรึกษากฎหมายไม่ได้มีหน้าที่เพียงว่าความเมื่อเกิดคดี
คนจำนวนมากเข้าใจว่าหน้าที่ของทนายความคือการให้ความเห็นทางกฎหมาย จัดทำเอกสาร หรือว่าความในศาล แต่ในมุมของดิฉัน บทบาทของที่ปรึกษากฎหมายไม่ได้เริ่มต้นเมื่อธุรกิจถูกฟ้องเท่านั้น

งานที่สำคัญกว่าการแก้คดี คือการช่วยวางแผนไม่ให้ธุรกิจเดินไปถึงจุดที่ต้องมีคดี

เมื่อกิจการเริ่มขาดสภาพคล่อง เจ้าหนี้เริ่มเร่งรัด หรือบริษัทกำลังตัดสินใจทำธุรกรรมสำคัญ ที่ปรึกษากฎหมายควรช่วยเจ้าของกิจการมองให้เห็นภาพรวมว่า การตัดสินใจแต่ละทางจะส่งผลอย่างไรต่อบริษัท ผู้ถือหุ้น กรรมการ เจ้าหนี้ และทรัพย์สินของกิจการ

บางครั้งทางออกอาจเป็นการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ บางครั้งต้องทบทวนสัญญา ลดภาระที่ไม่จำเป็น หรือจัดลำดับว่าเจ้าหนี้รายใดควรได้รับการเจรจาก่อน และในบางกรณีอาจต้องพิจารณากระบวนการฟื้นฟูกิจการก่อนที่จะสายเกินไป

เป้าหมายของดิฉันจึงไม่ใช่เพียงพาลูกความไปชนะคดี แต่คือการช่วยให้เจ้าของกิจการรักษาธุรกิจที่ยังมีศักยภาพเอาไว้ให้ได้

ความผิดพลาดที่ 1 มองว่าที่ปรึกษาประจำเป็นค่าใช้จ่ายสิ้นเปลือง
เจ้าของกิจการจำนวนมากพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายด้วยการไม่ว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายประจำ เพราะมองว่าหากยังไม่มีคดี ก็ยังไม่มีความจำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้

แต่ในความเป็นจริง การดำเนินธุรกิจเต็มไปด้วยการตัดสินใจ และแทบทุกการตัดสินใจล้วนมีผลทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสัญญากับลูกค้า การให้เครดิตคู่ค้า การกู้ยืมเงิน การค้ำประกัน การจ้างงาน การรับนักลงทุน หรือการซื้อขายทรัพย์สิน

ความเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการไม่รู้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่เห็นผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจในวันนี้

ข้อดีของการมีที่ปรึกษากฎหมายประจำคือ ที่ปรึกษาจะเข้าใจธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รู้ที่มาของปัญหา เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และเจ้าหนี้ จึงสามารถให้คำแนะนำที่สอดคล้องกับสภาพธุรกิจจริงได้มากกว่า

ไม่ได้หมายความว่าทนายความภายนอกไม่มีความสามารถ แต่หากได้รับข้อมูลเพียงบางส่วนและถูกเรียกเข้ามาเฉพาะเวลามีปัญหา การให้คำแนะนำย่อมจำกัดอยู่ตามข้อเท็จจริงที่ได้รับในขณะนั้น บางครั้งกว่าจะเข้าใจโครงสร้างทั้งหมด ความเสียหายก็เกิดขึ้นไปแล้ว

ความผิดพลาดที่ 2 รอให้ถูกฟ้องก่อนจึงติดต่อทนายความ
ประโยคที่ดิฉันได้ยินบ่อยคือ “ตอนแรกคิดว่าจะเจรจากันได้ จึงยังไม่อยากให้เรื่องถึงทนาย”

การเจรจาไม่ใช่เรื่องผิด แต่การเจรจาโดยไม่รู้สถานะทางกฎหมายของตนเองอาจทำให้บริษัทเสียโอกาส บางรายรับสภาพหนี้โดยไม่เข้าใจผลที่ตามมา บางรายยอมลงนามในข้อตกลงที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ขณะที่บางรายปล่อยให้ระยะเวลาหรือสิทธิสำคัญผ่านพ้นไป

เมื่อคดีถูกฟ้องแล้ว ทางเลือกมักเหลือน้อยลง บริษัทต้องเสียทั้งค่าดำเนินคดี เวลา และกำลังของผู้บริหาร อีกทั้งอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากการบังคับคดีหรือผลกระทบต่อทรัพย์สินที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจ

หากที่ปรึกษาได้เข้ามาตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณผิดนัด อาจช่วยประเมินสถานการณ์ วางแนวทางเจรจา จัดเตรียมข้อมูล หรือปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดของกิจการได้

คำแนะนำทางกฎหมายที่ได้รับก่อนเกิดคดีจึงมักมีคุณค่ามากกว่าการตามแก้ปัญหาเมื่อถูกฟ้องแล้ว

ความผิดพลาดที่ 3 ประหยัดค่าร่างสัญญา แต่ต้องจ่ายแพงกว่าเมื่อเกิดข้อพิพาท
สัญญาที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ต หรือสัญญาที่นำของผู้อื่นมาแก้ไข อาจดูเหมือนช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สัญญาแต่ละฉบับควรสะท้อนลักษณะของธุรกรรม ความเสี่ยง และอำนาจต่อรองของคู่สัญญาแต่ละฝ่าย

หลายคดีที่ดิฉันพบ เจ้าของกิจการมีเหตุผลทางธุรกิจที่ดีและเชื่อว่าตนเองควรเป็นฝ่ายชนะ แต่เมื่อพิจารณาเอกสารกลับพบว่า ข้อตกลงสำคัญไม่ได้เขียนไว้ เงื่อนไขไม่ชัดเจน ไม่มีหลักฐานยืนยัน หรือข้อความในสัญญากลับให้อำนาจอีกฝ่ายมากเกินไป

เมื่อเกิดข้อพิพาท ศาลย่อมพิจารณาจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อตกลงที่คู่สัญญาทำไว้ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะสิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเคยเข้าใจหรือคาดหวัง

ค่าจัดทำสัญญาจึงไม่ควรถูกมองเป็นค่าเอกสาร แต่เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยง สัญญาที่ดีไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ฟ้องร้องเท่านั้น แต่ช่วยกำหนดหน้าที่ วิธีแก้ปัญหา และทางออกเมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด

ความผิดพลาดที่ 4 กู้หนี้ใหม่มาปิดหนี้เก่าโดยไม่แก้ต้นเหตุ
เมื่อเงินสดเริ่มไม่เพียงพอ ทางออกแรกที่เจ้าของกิจการมักนึกถึงคือการหาเงินกู้เพิ่ม หากเป็นการกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องชั่วคราวและมีแผนชำระคืนที่ชัดเจน วิธีนี้อาจช่วยให้ธุรกิจผ่านสถานการณ์เฉพาะหน้าได้

แต่สิ่งที่อันตรายคือ การกู้เงินก้อนใหม่มาปิดหนี้เก่าอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ธุรกิจยังมีปัญหาเดิม รายได้ไม่เพียงพอ ต้นทุนสูงเกินไป หรือโครงสร้างหนี้ไม่สัมพันธ์กับกระแสเงินสด

เมื่อถึงจุดหนึ่ง เงินที่เข้าบริษัทแทบทั้งหมดจะถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ยและเจ้าหนี้ ธุรกิจไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ ไม่มีงบพัฒนาสินค้า และไม่มีเงินสำรองสำหรับดำเนินงาน แม้ยอดขายยังมีอยู่ แต่กิจการกลับไม่มีโอกาสนำรายได้มาใช้สร้างรายได้ก้อนใหม่

หนี้ก้อนใหม่จึงอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เพียงเลื่อนวันที่ปัญหาจะปรากฏออกไป พร้อมกับเพิ่มภาระให้หนักกว่าเดิม

สิ่งที่ควรทำคือหยุดและวิเคราะห์ให้ชัดว่า ธุรกิจขาดเงินเพราะเหตุใด หากต้นเหตุคือโครงสร้างหนี้ การกู้เพิ่มโดยไม่ปรับโครงสร้างก็อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง



ความผิดพลาดที่ 5 ยอมทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่าไม่เคยผิดนัด
ดิฉันเข้าใจดีว่าเจ้าของกิจการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเครดิตและชื่อเสียง หลายคนจึงพยายามหาเงินทุกทางเพื่อชำระหนี้ให้ตรงเวลา แม้ต้องนำเงินส่วนตัวหรือทรัพย์สินของครอบครัวเข้ามาช่วยบริษัท

ความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ดี แต่การนำเงินทุกก้อนไปชำระหนี้โดยไม่มีแผน อาจทำให้กิจการหมดโอกาสฟื้นตัว

ธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนสำหรับจ่ายพนักงาน ซื้อวัตถุดิบ ให้บริการลูกค้า และสร้างรายได้ หากบริษัทจ่ายเจ้าหนี้จนไม่เหลือเงินสำหรับดำเนินงาน สุดท้ายกิจการก็อาจหยุดลง และความสามารถในการชำระหนี้จะยิ่งลดลง

บางสถานการณ์ การยอมรับว่าบริษัทไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดเดิม และเริ่มเจรจาอย่างเป็นระบบ อาจเป็นการตัดสินใจที่รับผิดชอบมากกว่าการพยายามรักษาภาพลักษณ์จนเงินก้อนสุดท้ายหมดไป

ความผิดพลาดที่ 6 ยอมจ่ายหนี้จำนวนมหาศาล แต่ไม่ยอมจ่ายเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแก้ปัญหา
นี่เป็นเรื่องที่ดิฉันรู้สึกเสียดายมากที่สุด เจ้าของกิจการบางรายยอมจ่ายดอกเบี้ย ค่าปรับ และหนี้หมุนเวียนเป็นจำนวนมากทุกเดือน แต่กลับลังเลที่จะใช้เงินเพียงส่วนหนึ่งเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาวิเคราะห์ปัญหาและวางทางออก

เหตุผลที่พบได้บ่อยคือ กลัวเสียค่าที่ปรึกษาแล้วไม่ได้ผล หรือคิดว่ายังสามารถจัดการด้วยตนเองได้

แต่การประหยัดค่าผู้เชี่ยวชาญอาจกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่า หากบริษัทตัดสินใจผิด ทำสัญญาเสียเปรียบ ยอมรับภาระที่ไม่จำเป็น หรือพลาดช่วงเวลาสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้และฟื้นฟูกิจการ

ผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถรับประกันได้ว่าทุกกิจการจะได้รับการแก้ไขสำเร็จ แต่สามารถช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นข้อเท็จจริง เห็นทางเลือก และเข้าใจผลของการตัดสินใจแต่ละทางก่อนลงมือทำ

อย่ารอจนเหลือเพียงคำถามว่าจะปิดบริษัทอย่างไร
จากประสบการณ์ของดิฉัน ธุรกิจที่ประสบปัญหาหนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มีอนาคตเสมอไป หลายแห่งยังมีรายได้ มีลูกค้า มีบุคลากร และมีความสามารถในการแข่งขัน เพียงแต่โครงสร้างหนี้หรือภาระทางการเงินไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

หากเจ้าของกิจการเข้ามาปรึกษาเร็ว เรายังมีเวลาตรวจสอบสัญญา วิเคราะห์หนี้ เจรจากับเจ้าหนี้ วางแผนกระแสเงินสด และพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้หรือการฟื้นฟูกิจการตามกฎหมาย หากเข้าเงื่อนไขและเหมาะสมกับสถานการณ์

แต่หากรอจนเงินหมด ทรัพย์สินสำคัญถูกบังคับคดี พนักงานลาออก ลูกค้าหยุดสั่งซื้อ และกิจการไม่สามารถดำเนินงานต่อ ทางเลือกย่อมลดลงอย่างมาก

สิ่งที่ดิฉันอยากฝากถึงเจ้าของกิจการคือ อย่ารอให้มีหมายศาลอยู่ตรงหน้าแล้วจึงเริ่มมองหาที่ปรึกษา และอย่ามองค่าปรึกษาหรือค่าผู้เชี่ยวชาญเป็นเพียงค่าใช้จ่าย เพราะบางครั้งค่าใช้จ่ายที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง อาจป้องกันความเสียหายที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่า

การขอคำปรึกษาไม่ได้หมายความว่าธุรกิจล้มเหลว แต่หมายถึงเจ้าของกิจการกำลังยอมรับข้อเท็จจริงและเริ่มมองหาทางออกอย่างเป็นระบบ

ยิ่งมองเห็นปัญหาเร็วเท่าไร โอกาสรักษากิจการเอาไว้ก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

.............................................

ปรึกษาปัญหาธุรกิจก่อนสถานการณ์รุนแรงขึ้น
หากกิจการของคุณกำลังขาดสภาพคล่อง ต้องกู้เงินใหม่มาใช้หนี้เก่า ถูกเจ้าหนี้เร่งรัด หรือเริ่มไม่แน่ใจว่าจะประคองบริษัทต่อไปอย่างไร คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ถูกฟ้องก่อนจึงค่อยขอความช่วยเหลือ

ปรึกษาปัญหาธุรกิจและแนวทางฟื้นฟูกิจการเบื้องต้น ไม่มีค่าใช้จ่าย

เพื่อประเมินสถานการณ์และค้นหาทางเลือกที่เหมาะสม ก่อนที่ปัญหาทางการเงินจะพัฒนาไปสู่คดีหรือการล้มละลาย

Line OA: @chandislaw

Tel: 0899885186 | 0925681666

E-Mail: ceo-office@chandislaw.com

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้