Last updated: 17 ก.ย. 2569 | 12 จำนวนผู้เข้าชม |
ถ้าจะยื่นฟื้นฟูกิจการ บริษัทต้องเตรียมเงินเท่าไร” เป็นคำถามแรก ๆ ที่เจ้าของกิจการมักถาม
หลายคนเข้าใจว่าค่าใช้จ่ายหลักมีเพียงค่าทนายและค่าดำเนินคดี แต่ความจริงแล้ว การฟื้นฟูกิจการยังต้องใช้ข้อมูลทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง การจัดทำแผน การเจรจากับเจ้าหนี้ และที่สำคัญคือเงินทุนสำหรับประคองธุรกิจระหว่างทาง
หากบริษัทเตรียมงบไว้เฉพาะสำหรับดำเนินคดี แต่ไม่มีเงินเพียงพอสำหรับจ่ายเงินเดือน ซื้อวัตถุดิบ หรือรักษาการดำเนินงาน แม้จะผ่านขั้นตอนทางกฎหมายไปได้ แผนฟื้นฟูก็อาจไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายมีอะไรบ้าง
งานของทนายความในคดีฟื้นฟูกิจการไม่ได้มีเพียงการจัดทำและยื่นคำร้องต่อศาล แต่อาจเริ่มตั้งแต่การตรวจสอบว่าบริษัทเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่ วิเคราะห์สถานะหนี้และคดีที่มีอยู่ วางแนวทางแก้ไขปัญหา เตรียมเอกสารและพยานหลักฐาน รวมถึงเข้าร่วมการพิจารณาคดีและติดตามงานในแต่ละขั้นตอน
บางคดีอาจมีเจ้าหนี้ยื่นคัดค้าน มีการยื่นคำร้องเพิ่มเติม หรือต้องประสานงานกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ทำแผน ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
ค่าบริการทางกฎหมายจึงแตกต่างกันตามจำนวนเจ้าหนี้ จำนวนคดี ความซับซ้อนของโครงสร้างบริษัท และความพร้อมของเอกสาร
ก่อนว่าจ้างทนายความ เจ้าของกิจการควรถามให้ชัดเจนว่าค่าบริการครอบคลุมงานถึงขั้นตอนไหน รวมการเข้าศาล การรับมือกับคำคัดค้าน การประชุมเจ้าหนี้ หรือคดีที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และยังมีค่าเดินทาง ค่าคัดเอกสาร ภาษี หรือค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมอีกหรือไม่
การเปรียบเทียบเฉพาะตัวเลขค่าบริการโดยไม่ดูขอบเขตงาน อาจทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในภายหลังมากกว่าที่คาดไว้
ค่าที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดทำประมาณการ
การยื่นคำร้องต่อศาลเป็นเพียงจุดเริ่มต้น บริษัทยังต้องทำให้ศาลและเจ้าหนี้เห็นว่า ธุรกิจมีโอกาสไปต่อ สามารถกลับมาสร้างรายได้ และมีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ตามแผน
บริษัทจึงอาจต้องใช้ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือ Financial Advisor ซึ่งมักเรียกโดยย่อว่า FA รวมถึงนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพื่อช่วยวิเคราะห์กระแสเงินสด ความสามารถในการชำระหนี้ มูลค่าทรัพย์สิน ต้นทุนการดำเนินงาน และเปรียบเทียบว่าเจ้าหนี้จะได้รับชำระมากน้อยเพียงใดจากแต่ละทางเลือก
อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าทุกคดีต้องมี FA แยกต่างหาก ความจำเป็นและขอบเขตงานจึงขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการ ความซับซ้อนของข้อมูล และความพร้อมของทีมงานภายในบริษัท
งานส่วนนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะบริษัทที่มีหลายกิจการ หลายโครงการ มีบริษัทในเครือ หรือมีข้อมูลบัญชีที่ยังไม่เป็นปัจจุบัน เพราะหากแผนไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เจ้าหนี้ย่อมตั้งคำถามว่าบริษัทจะสามารถปฏิบัติตามแผนได้จริงหรือไม่
ค่าใช้จ่ายของที่ปรึกษาจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูล หากบัญชียังไม่กระทบยอด ไม่มีรายการเจ้าหนี้ที่ครบถ้วน หรือไม่สามารถแยกรายได้และค่าใช้จ่ายของแต่ละหน่วยธุรกิจได้ ผู้เชี่ยวชาญก็ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลใหม่มากขึ้น
เจ้าของกิจการสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ด้วยการเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วนและเป็นระบบ ไม่ใช่การตัดงานวิเคราะห์ที่จำเป็นออกจนทำให้แผนขาดความน่าเชื่อถือ
ค่าผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
หลังได้รับการแต่งตั้ง ผู้ทำแผนจะเป็นผู้วางรายละเอียดว่าบริษัทจะแก้ไขปัญหาหนี้อย่างไร จะปรับธุรกิจส่วนใด และจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มด้วยวิธีใด
ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่บริหารกิจการและดำเนินงานตามแผน หลังจากศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว บทบาทของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนจึงอยู่คนละช่วงของการฟื้นฟูกิจการ แม้ในบางกรณีอาจเป็นบุคคลหรือนิติบุคคลเดียวกันก็ตาม
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่มีอัตราตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับขนาดกิจการ จำนวนเจ้าหนี้ ความซับซ้อนของปัญหา และระยะเวลาที่ต้องใช้ในการทำงาน
สำหรับค่าตอบแทนของผู้บริหารแผน จะต้องระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการและอยู่ภายใต้การพิจารณาในขั้นตอนที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน
เจ้าของกิจการควรแยกหน้าที่ของทนายความ ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ทำแผน และผู้บริหารแผนให้ชัดเจน เพื่อป้องกันทั้งปัญหางานซ้ำซ้อนและงานสำคัญที่ไม่มีผู้รับผิดชอบ
ทางที่ดีควรจัดทำตารางแบ่งหน้าที่ว่าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบเรื่องใด ต้องส่งมอบงานอะไร และได้รับค่าตอบแทนในรูปแบบไหน วิธีนี้จะช่วยให้บริษัทควบคุมงบประมาณและติดตามความคืบหน้าได้ง่ายขึ้น
ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายระหว่างกระบวนการ
นอกจากค่าบริการของทนายความและผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังอาจมีค่าธรรมเนียมศาล เงินประกันค่าใช้จ่าย ค่าโฆษณาหรือประกาศ ค่าส่งและคัดสำเนาเอกสาร ค่าประเมินทรัพย์ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมหรือสื่อสารกับเจ้าหนี้
ผู้ยื่นคำร้องต้องเตรียมเงินประกันค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนด และอาจต้องวางเงินเพิ่มหากจำนวนที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
จำนวนเงินที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละคดี จึงไม่ควรนำตัวเลขจากบริษัทอื่นมาใช้เป็นงบประมาณของบริษัทโดยตรง
กิจการที่มีเจ้าหนี้จำนวนมาก มีทรัพย์สินหลายประเภท หรือมีข้อพิพาทหลายคดี ย่อมมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจากกิจการที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ก่อนเริ่มต้นจึงควรประเมินค่าใช้จ่ายจากข้อมูลจริงของบริษัท
ค่าใช้จ่ายที่มักถูกลืมคือเงินทุนสำหรับประคองกิจการ
แม้บริษัทจะอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ แต่ธุรกิจยังต้องเดินต่อ ค่าใช้จ่ายประจำยังคงเกิดขึ้นทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนพนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค ค่าระบบเทคโนโลยี ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อการสร้างรายได้
หากไม่มีเงินทุนรองรับ ธุรกิจอาจต้องหยุดดำเนินงานก่อนที่แผนฟื้นฟูจะแล้วเสร็จ
ดังนั้น งบประมาณสำหรับการฟื้นฟูกิจการต้องรวมเงินทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital เอาไว้ด้วย ไม่ใช่คำนวณเฉพาะค่าบริการของทนายความและผู้เชี่ยวชาญ
บริษัทควรจัดทำประมาณการกระแสเงินสดหลายรูปแบบ เช่น หากรายได้ต่ำกว่าที่คาด ลูกค้าชำระเงินล่าช้า ต้นทุนเพิ่มขึ้น หรือเจ้าหนี้การค้าลดวงเงินเครดิต บริษัทจะยังมีเงินเพียงพอสำหรับดำเนินธุรกิจต่ออีกกี่เดือน
ควรเตรียมเงินสำรองและแหล่งเงินฉุกเฉินไว้ล่วงหน้าด้วย เพราะการที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะได้รับเงินทุนเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ก่อนเข้าสู่การฟื้นฟู บริษัทจึงต้องตอบให้ได้ว่า ระหว่างรอการจัดทำและพิจารณาแผน บริษัทจะนำเงินจากแหล่งใดมาใช้ประคองธุรกิจ
ต้นทุนจากการไม่เตรียมพร้อมอาจสูงกว่าค่าที่ปรึกษา
เอกสารที่ไม่ครบอาจทำให้ต้องกลับมาแก้ไขหลายครั้ง การเริ่มต้นช้าเกินไปอาจทำให้ทรัพย์สินถูกบังคับคดีหรือสัญญาสำคัญถูกบอกเลิก ขณะที่การสื่อสารกับเจ้าหนี้อย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เจ้าหนี้ขาดความเชื่อมั่นและคัดค้านแผน
นอกจากนี้ หากแผนไม่มีตัวเลขหรือสมมติฐานที่น่าเชื่อถือ เจ้าหนี้ก็อาจไม่ยอมรับ เพราะไม่เห็นว่าบริษัทจะสามารถชำระหนี้ตามแผนได้จริงอย่างไร
ต้นทุนจากความล่าช้า ความผิดพลาด และการสูญเสียความเชื่อมั่นอาจไม่ปรากฏอยู่ในใบเสนอราคา แต่สามารถสร้างความเสียหายให้ธุรกิจได้มากกว่าค่าที่ปรึกษาที่บริษัทพยายามประหยัด
การเลือกทีมที่เสนอค่าบริการต่ำที่สุดจึงไม่ใช่คำตอบเสมอไป สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ทีมงานมีประสบการณ์เหมาะสมหรือไม่ เข้าใจปัญหาของธุรกิจเพียงใด และสามารถทำงานร่วมกับฝ่ายต่าง ๆ ได้หรือไม่
วางงบประมาณอย่างไรให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้
เพื่อให้เห็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างชัดเจน บริษัทควรแบ่งงบประมาณออกเป็นอย่างน้อย 4 ส่วน ได้แก่
ค่าใช้จ่ายก่อนยื่นคำร้อง เช่น ค่าตรวจสอบข้อมูล ค่าที่ปรึกษา และค่าเตรียมเอกสาร
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและขั้นตอนทางกฎหมาย
ค่าใช้จ่ายในการจัดทำและบริหารแผนฟื้นฟูกิจการ
เงินทุนหมุนเวียนสำหรับประคองธุรกิจระหว่างการฟื้นฟู
จากนั้นควรจัดทำตารางค่าใช้จ่ายรายเดือน ระบุว่าใครเป็นผู้อนุมัติ และกำหนดเงื่อนไขการจ่ายค่าบริการตามขั้นตอนหรือผลงานให้ชัดเจนเท่าที่เหมาะสม
ใบเสนอราคาของผู้ให้บริการควรระบุขอบเขตงาน สิ่งที่รวมและไม่รวม เงื่อนไขการทำงาน ภาษี และค่าใช้จ่ายของบุคคลภายนอกอย่างโปร่งใส หากมีงานเพิ่มเติมจากขอบเขตเดิม ก็ควรตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มงาน
อย่าตัดสินใจจากราคาที่ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาด้วยว่า ทีมงานเข้าใจธุรกิจของบริษัทหรือไม่ สามารถทำงานร่วมกันได้ดีเพียงใด และข้อมูลที่จัดทำขึ้นสามารถนำไปใช้เจรจากับเจ้าหนี้และปฏิบัติตามแผนได้จริงหรือไม่
การวางงบประมาณให้ครบตั้งแต่ต้นจึงไม่ได้ช่วยเพียงควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ยังช่วยให้บริษัทมีเงินเพียงพอที่จะเดินหน้าตามแผน โดยไม่ต้องหยุดกลางทางเพราะขาดสภาพคล่อง
.....................................................
ปรึกษาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ
ปรึกษาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการเบื้องต้น ไม่มีค่าใช้จ่าย
เพื่อประเมินสถานการณ์ ขอบเขตงาน และค่าใช้จ่ายที่บริษัทควรเตรียมก่อนตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ
Line OA: @chandislaw
Tel: 0899885186 | 0925681666
E-Mail: ceo-office@chandislaw.com
.....................................................
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ค่าใช้จ่าย ขั้นตอน และแนวทางดำเนินงานอาจแตกต่างกันตามสถานะทางการเงิน จำนวนเจ้าหนี้ และความซับซ้อนของแต่ละกิจการ บริษัทจึงควรขอคำแนะนำและประเมินค่าใช้จ่ายตามข้อมูลจริงก่อนตัดสินใจ